Article

11 พืชสงวนของไทย: ผลไม้ไทยส่งออก สมบัติล้ำค่าจากประเทศไทย สู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและการส่งออกทั่วโลก

ประเทศไทย ดินแดนแห่งรอยยิ้ม ยังเป็นดินแดนแห่งแสงแดดอันอบอุ่น ดินที่อุดมสมบูรณ์ และผลไม้เขตร้อนที่ดึงดูดใจผู้คนทั่วโลก ผลไม้ไทยส่งออกและพืชสงวนเหล่านี้ไม่เพียงเป็นแหล่งอาหารและมีความสำคัญทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่งเสริมตลาดส่งออกของไทย และสร้างรายได้ให้เกษตรกรท้องถิ่น

ประเทศไทยมีพืชสงวน 11 ชนิดตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ได้แก่ ทุเรียน ส้มโอ องุ่น ลำไย ลิ้นจี่ มะขาม มะพร้าว กวาวเครือ ทองเครือ สละ และสับปะรด ซึ่งล้วนแต่เป็นผลไม้ไทยส่งออกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ

ทุเรียน

  • ราคา: 60-120 บาทต่อกิโลกรัม (ในประเทศ), 90-200 บาทต่อกิโลกรัม (ส่งออก)
  • High Season: พฤษภาคม-มิถุนายน

ทุเรียน: ทุเรียนถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของไทย มีมูลค่าการส่งออกสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ทุเรียนมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ปลูกหลักอยู่ในภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ โดยจังหวัดที่มีการปลูกทุเรียนมากที่สุดคือจันทบุรี ชุมพร และระนอง ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนหลักคือช่วงเดือนมีนาคม-กรกฎาคม โดย High Season ของทุเรียนตรงกับช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดมากที่สุด ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีราคาค่อนข้างสูงในตลาดภายในประเทศ โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 60-120 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพและพันธุ์ สำหรับราคาทุเรียนเพื่อการส่งออกจะสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 90-200 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีความต้องการสูงในตลาดโลก ทุเรียนจึงเป็นผลไม้ไทยส่งออกที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ส้มโอ

  • ราคา: 30-80 บาทต่อกิโลกรัม (ในประเทศ), 60-150 บาทต่อกิโลกรัม (ส่งออก)
  • High Season: มีนาคม

ส้มโอ: ส้มโอเป็นผลไม้เขตร้อนที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ โดยมีแหล่งปลูกสำคัญในภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคตะวันตก จังหวัดที่มีการปลูกส้มโอมากที่สุดคือจันทบุรี ชลบุรี ระยอง สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และนครปฐม ส้มโอจะให้ผลผลิตช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน โดย High Season อยู่ในช่วงเดือนมีนาคม ราคาส้มโอในตลาดภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 30-80 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพและเกรด ส่วนราคาส่งออกจะสูงกว่านั้น อยู่ที่ 60-150 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นกับคุณภาพผลส้มโอที่จะส่งออก ประเทศไทยส่งออกส้มโอคุณภาพดีไปยังหลายประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา

องุ่น

  • ราคา: 60-120 บาทต่อกิโลกรัม (ในประเทศ), 100-200 บาทต่อกิโลกรัม (ส่งออก)
  • High Season: มกราคม-มีนาคม

องุ่น: องุ่นเป็นไม้ผลเขตร้อนที่นำมาปลูกในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคกลาง พื้นที่ปลูกที่สำคัญได้แก่ สระแก้ว ปราจีนบุรี ระยอง ชลบุรี และราชบุรี เนื่องจากสภาพอากาศในแถบนี้เหมาะสม องุ่นจะให้ผลผลิตในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน โดย High Season คือช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ราคาองุ่นในตลาดภายในประเทศอยู่ที่ 60-120 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาองุ่นสำหรับส่งออกจะสูงกว่า อยู่ที่ 100-200 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากต้องคัดสรรคุณภาพสำหรับตลาดต่างประเทศ ประเทศไทยมีการส่งออกองุ่นไปยังหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง จีน เป็นต้น องุ่นจึงนับเป็นผลไม้ไทยส่งออกที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

ลำไย

  • ราคา: 40-60 บาทต่อกิโลกรัม
  • High Season: มิถุนายน-กรกฎาคม

ลำไย: ลำไยเป็นผลไม้ที่นิยมบริโภคในประเทศไทยมาก โดยมีถิ่นกำเนิดและแหล่งปลูกหลักอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และอุดรธานี เนื่องจากเหมาะสมกับสภาพอากาศแบบนี้ ลำไยจะให้ผลผลิตในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งถือเป็น High Season ของลำไยไทย ราคาลำไยในประเทศไทยค่อนข้างสูง โดยมีราคาอยู่ที่ 40-60 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมทั้งบริโภคสดและนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ อีกทั้งยังส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลีใต้ และเวียดนาม ลำไยเป็นหนึ่งในผลไม้ไทยส่งออกที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย

ลิ้นจี่

  • ราคา: 80-150 บาทต่อกิโลกรัม
  • High Season: มิถุนายน-สิงหาคม

ลิ้นจี่: ลิ้นจี่เป็นไม้ผลเมืองร้อนที่นิยมบริโภคในประเทศไทย มีแหล่งปลูกหลักในจังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด ซึ่งอยู่ในภาคตะวันออกที่มีสภาพอากาศร้อนชื้นเหมาะสม ลิ้นจี่จะให้ผลผลิตในช่วงฤดูฝน โดยออกดอกในเดือนมีนาคม-เมษายน และผลสุกพร้อมเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ซึ่งถือเป็น High Season สำหรับลิ้นจี่ ราคาลิ้นจี่ในตลาดในประเทศค่อนข้างสูง อยู่ที่ 80-150 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากเป็นที่นิยมและมีผลผลิตจำกัด

มะขาม

  • ราคา: 40-80 บาทต่อกิโลกรัม (ในประเทศ), 80-150 บาทต่อกิโลกรัม (ส่งออก)
  • High Season: เมษายน-มิถุนายน

มะขาม: มะขามเป็นพืชพื้นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมการบริโภคของคนไทยมาช้านาน มีถิ่นกำเนิดในแถบภาคกลางและภาคตะวันออกของประเทศ โดยมีแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยภูมิ ลพบุรี และสระบุรี มะขามเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี จึงสามารถให้ผลผลิตได้ในฤดูแล้ง ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-เมษายน และให้ผลผลิตสุกพร้อมเก็บเกี่ยวช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ซึ่งถือเป็น High Season ราคามะขามสดในประเทศอยู่ที่ 40-80 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาส่งออกอยู่ที่ประมาณ 80-150 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพ นอกจากรับประทานสดแล้ว มะขามยังถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มชนิดต่างๆ เช่น น้ำมะขาม แยมมะขาม เป็นต้น

มะพร้าว

  • ราคา: 4-8 บาทต่อผล
  • High Season: เมษายน-สิงหาคม

มะพร้าว: มะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ไทย โดยมีแหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง สงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร และระนอง มะพร้าวสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่มีผลผลิตออกมามากที่สุดหรือ High Season คือช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคม ราคาผลมะพร้าวสดในตลาดประเทศอยู่ที่ 4-8 บาทต่อผล นอกจากบริโภคผลสด มะพร้าวยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อการส่งออก เช่น นำน้ำมะพร้าวไปผลิตเป็นน้ำมันมะพร้าว ทำเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ โดยราคาส่งออกของผลิตภัณฑ์จะแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า มะพร้าวจึงเป็นผลไม้เขตร้อนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของคนไทยชายฝั่งทะเลภาคใต้มาช้านาน

กาวเครือ

  • ราคา: 200-500 บาทต่อกิโลกรัม
  • High Season: กรกฎาคม-ตุลาคม

กาวเครือ (Pueraria mirifica): เป็นพืชสมุนไพรไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นในการบำรุงฮอร์โมนเอสโตรเจนเพศหญิง กาวเครือ พบในป่าดิบเขา ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยจังหวัดที่มีการปลูกกวาวเครือมากที่สุดคือเชียงราย เชียงใหม่ พิษณุโลก อุบลราชธานี และขอนแก่น ฤดูกาลเก็บเกี่ยวหัวกาวเครือคือช่วงฤดูฝน (กรกฎาคม-ตุลาคม) ส่วนราคาหัวกาวเครือสดในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 200-500 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพ นอกจากจำหน่ายสดแล้ว ยังมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง สำหรับความสำคัญต่อประเทศไทย กาวเครือถือเป็นสมุนไพรที่มีราคาสูง สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย

ทองเครือ

  • ราคา: 70-150 บาทต่อกิโลกรัม (สด), 200-500 บาทต่อกิโลกรัม (ผง)
  • High Season: มีนาคม-พฤษภาคม

ทองเครือ: เป็นสมุนไพรที่มีความสำคัญในการใช้เป็นยารักษาโรค บำรุงกำลัง และต้านอนุมูลอิสระในประเทศไทย โดยเป็นพืชพื้นเมืองที่มีการปลูกและบริโภคมาอย่างยาวนาน มีการปลูกได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ แต่พื้นที่ปลูกที่สำคัญได้แก่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเก็บเกี่ยวผลผลิตทองเครือจะทำในช่วงฤดูร้อน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งถือเป็น High Season ของการเก็บเกี่ยวทองเครือ เนื่องจากหัวทองเครือจะสุกและพร้อมเก็บเกี่ยวมากที่สุดในช่วงฤดูร้อน ส่วนราคาทองเครือสดในประเทศไทยจะอยู่ที่ประมาณ 70-150 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพและพันธุ์ นอกจากจำหน่ายสดแล้ว ยังมีการแปรรูปเป็นผงทองเครือเพื่อการส่งออกด้วย โดยราคาผงทองเครืออยู่ที่ประมาณ 200-500 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพการแปรรูป สำหรับความสำคัญต่อประเทศไทย ทองเครือถือเป็นสมุนไพรที่สำคัญในการผลิตยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไทย ตลอดจนได้เป็นหนึ่งในพืชสงวนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช เพื่อรักษาผลประโยชน์และอำนาจอธิปไตยของประเทศไทยในพันธุกรรมพืชเหล่านี้

สละ

  • ราคา: 80-150 บาทต่อกิโลกรัม (ในประเทศ), 120-250 บาทต่อกิโลกรัม (ส่งออก)
  • High Season: มิถุนายน-กันยายน

สละ: สละเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการปลูกมากในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา เชียงราย และขอนแก่น สละมีถิ่นกำเนิดในแถบนี้ จึงเหมาะสมกับสภาพอากาศ สละให้ผลผลิตในช่วงฤดูฝน โดยจะออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และเก็บเกี่ยวผลได้ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน ซึ่งถือเป็น High Season ราคาสละในประเทศไทยค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นที่นิยมบริโภค โดยราคาสละสดในตลาดอยู่ที่ 80-150 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาส่งออกอยู่ที่ 120-250 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพ สละเป็นผลไม้เขตร้อนที่มีความสำคัญในวัฒนธรรมการบริโภคของคนไทยมาช้านาน นอกจากรับประทานสดแล้ว ยังนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกมากมาย

สับปะรด

  • ราคา: 10-25 บาทต่อผล หรือ 12-30 บาทต่อกิโลกรัม (ในประเทศ), 25-40 บาทต่อผล (ส่งออก)
  • High Season: กุมภาพันธ์-เมษายน

สับปะรด: สับปะรดถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยมีแหล่งปลูกหลักในจังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด และเพชรบุรี สับปะรดเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพดินและอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยได้ดี สามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุดหรือ High Season คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ราคาสับปะรดในตลาดภายในประเทศค่อนข้างต่ำ อยู่ที่ประมาณ 10-25 บาทต่อผล หรือ 12-30 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพ แต่สำหรับการส่งออกจะมีการคัดสรรเฉพาะผลที่มีคุณภาพดี ราคาสับปะรดส่งออกจึงสูงกว่า อยู่ที่ 25-40 บาทต่อผล ประเทศไทยส่งออกสับปะรดไปยังหลายประเทศทั่วโลก เช่น จีน สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้คือพืชสงวนไทยทั้ง 11 ชนิดตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ผลไม้ไทยส่งออกเหล่านี้มีความสำคัญในการรักษาทรัพยากรพืชพันธุ์ที่มีคุณค่าของประเทศไทย เพื่อให้คงอยู่สืบไปและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว

ข้อห้ามและบทลงโทษ: ตามมาตรา 30 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ห้ามมิให้ผู้ใดส่งออกพืชสงวนเหล่านี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี และเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทดลองหรือวิจัยทางวิชาการเท่านั้น ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร

ร่วมกันอนุรักษ์สมบัติล้ำค่าเหล่านี้ รวมถึงผลไม้เขตร้อนและพืชสงวนไทย เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย

อ้างอิงจาก ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เรื่อง กำหนดชนิดและชื่อพันธุ์ของพืชให้เป็นพืชสงวน
ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518

ประกาศ ณ วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

DOWNLOAD PDF

ติดตามข่าวสารการเกษตรได้ที่ 
Facebook: KingWhaleAG
Instagram: KingWhale.AG

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *